หน้าแรก แผนที่ สมาชิก ข่าวประชาสัมพันธ์ แนะนำเว็ปไซท์ กระดานข่าว บทความ คำถามที่ถามบ่อย. สมุดภาพ ติดต่อเรา


บ้านสมุนไพรชัยมงคล คลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % ล้างสารพิษในร่างกาย อย่างมีประสิทติภาพ บ้านสมุนไพรชัยมงคล โทร 098 878 6897


พื้นที่ โฆษณา ผู้สนับสนุน เรา
รายการหลัก

บทความ น่าอ่าน

ค้นหา

Gallery
View the all gallery

แนะนำเว็ปไซท์

ผู้สนับสนุน # A1

ผู้สนับสนุนเรา

ปรัชญาการอนุรักษ์ : เศรษฐกิจพอเพียง
Published by: navy , On: Jan-24-2007

ปรัชญาการอนุรักษ์ : เศรษฐกิจพอเพียง 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มานับร้อยปี และเป็นประเทศที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ มีความสงบในการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่มีความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี 

องค์พระประมุข เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ทรงเป็นผู้นำ เป็นนักพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขในการดำรงชีพ ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้แก่พสกนิกรมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาประเทศ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมรดกของชาติ ซึ่งรวมถึง พระราชพิธี การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ภาษา ศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรม ดนตรี กีฬา และอื่น ๆ ซึ่งแนวพระราชดำรินั้น สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้อย่างกลมกลืนสอดคล้องกับวิถีชีวิตและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย

 แนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศที่ชาวไทยถือกันว่า เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต หรือ ปรัชญาการอนุรักษ์ คือ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ  สิ่งแวดล้อมซึ่งมีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทยในหลายด้าน และสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสภาพท้องถิ่นของประเทศที่มีความหลากหลาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว และไม่เพียงแต่พระราชทานแนวพระราชดำริเท่านั้น หากแต่พระองค์ยังทรงให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาแนวพระราชดำริในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้เห็นผลจากแนวพระราชดำริต่าง ๆ ว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ หรือ ต้องปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร ทีจะให้ในแต่ละพื้นที่นำไปเป็น “แบบอย่าง” ในการทำด้วยตนเองได้
 
 “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย มาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อ 4 ธันวาคม 2540 ดังนี้

“เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มด้วยซ้ำไป”

หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการตัดสินใจและการกระทำ

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีความสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม และ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
เศรษฐกิจพอเพียง จึงหมายถึง เศรษฐกิจสมดุล เป็นการกลับสู่สมดุลของสังคม เศรษฐกิจ. จิตใจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความพอเพียง 7 ประการ คือ

  • - ครอบครัวพอเพียง 
  • - จิตใจพอเพียง
  • - สิ่งแวดล้อมพอเพียง
  • - ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง
  • - ปัญญาพอเพียง
  • - ฐานวัฒนธรรมพอเพียง
  • - มีความมั่นคงพอเพียง

วัตถุประสงค์สำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนาการทำมาหากินของประชาชน โดยวิธีเรียบง่าย อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยรวมของธรรมชาติ ตลอดจนสภาพสังคมชุมชน และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
 
การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 พื้นฐานของประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ.ชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่ขั้นการฟื้นฟูและขยายเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน อันเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภคอย่างพออยู่พอกินไปจนถึงการแปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพ และทักษะวิชาการ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทีละขั้นตอนเป็นลำดับ ใน

เรื่องต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจากฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ภายในชาติและที่จะเรียนรู้จากโลกภายนอกด้วย
 เศรษฐกิจพื้นฐาน ประกอบด้วยลักษณะสำคัญคือ
- เป็นเศรษฐกิจ.ของคนทั้งมวล
- มีชุมชนที่เข้มแข็งเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ.
- มีความเป็นบูรณาการเข้มแข็งไปพร้อม ๆ กันหมด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ. สังคม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม
- เติบโตบนพื้นฐานที่เข้มแข็งของเราเอง เช่น ด้านเกษตร หัตถกรรม อุตสาหกรรม สมุนไพร อาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น
- มีการจัดการที่ดีเป็นพื้นฐาน ส่งเสริมการเกิดนวัตกรรมต่าง ๆ ให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาประเทศตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
 การพัฒนาประเทศ มิได้มีแบบอย่างตายตัวตามตำรา หากแต่ต้องเป็นไปตามสภาพภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ สังคมวิทยา วัฒนธรรมชุมชน ที่มีความหลากหลาย  ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ ควบคู่ไปกับการพยายามหาแนวทางหรือวิธีการที่จะดำรงชีวิตตามหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ให้ดำเนินไปได้อย่างสมดุลและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคโลกาภิวัฒน์ โดยอาศัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบที่ชุมชนอาจจะได้รับ ไม่ให้กระแสเหล่านั้นมาทำลายเอกลักษณ์และวัฒนธรรมชุมชนจนต้องล่มสลายไป

จากแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางที่ให้ประชาชนดำเนินตามวิถีแห่งการดำรงชีพที่สมบูรณ์ ศานติสุข โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ และใจตนเป็นที่สำคัญ ซึ่งก็คือ วิถีชีวิตไทย ที่ยึดเส้นทางสายกลางของความพอดี ในหลักของการพึ่งพาตนเอง 5 ประการ คือ
- ความพอดีด้านจิตใจ : เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทร ประณีประนอม คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
- ความพอดีด้านสังคม : มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน รู้จักผนึกกำลัง และที่สำคัญมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคงและแข็งแรง
- ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงเป็นขั้นเป็นตอนไป

- ความพอดีด้านเทคโนโลยี : รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการและควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเอง และสอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมของเราเอง
- ความพอดีด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ดำรงชีวิตอย่างพอสมควร พออยู่ พอกินตามอัตภาพ และฐานะของตนเอง

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเริ่มจาก การสร้างพื้นฐาน ความพอกินพอใช้ ของประชาชนในชาติเป็นส่วนใหญ่ก่อน แล้วจึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจ. ตามลำดับ  เพื่อจะได้เกิดสมดุลทางด้านต่าง ๆ หรือ เป็นการดำเนินการไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง โดยสร้างความพร้อมทางด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ที่ไม่ใช่เป็นการ “ก้าวกระโดด” ที่ต้องใช้ปัจจัยภายนอกต่าง ๆ มาเป็นตัวกระตุ้น เพียงเพื่อให้เกิดความทันกันในชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในที่สุดประชาชนไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการและการแข่งขันดังกล่าวได้ ก็จะเกิดปัญหาตามมา ดังที่ประเทศไทยได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจ.เมื่อปี 2540

หลักสำคัญในการพัฒนา คือ “คน” ที่จะต้องมีความรู้มีความภูมิใจในอาชีพ สามารถพึ่งตนเองได้ โดยสิ่งสำคัญในการพัฒนา ก็ คือ การศึกษา ทั้งวิชาการ และ จิตใจ ที่เกื้อหนุนกัน
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรด้วยพระองค์เองมาตลอด และทรงพบว่า ปัญหาใหญ่คือ สภาพความเป็นอยู่ของราษฎร ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องจากหลายสาเหตุ ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ในแต่ละส่วน แต่ต้องทำการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ การชลประทาน การพัฒนาที่ดิน เกษตรกรรม กสิกรรม การศึกษา วิจัย สาธารณสุข ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านต่าง ๆ ต่อราษฎรที่ยากจน เพื่อให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้ามาหางานทำในเมือง จึงได้ให้จัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยให้มีการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวม ของธรรมชาติ ตลอดจนสภาพสังคมของแต่ละชุมชน ซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีหลายประเภทตามแต่ลักษณะและวัตถุประสงค์ ของโครงการนั้น ๆ แต่เป้าหมายโดยรวมคือ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการทำมาหากินของราษฎรเป็นสำคัญด้วยความเรียบง่าย โดยการใช้แนวคิดและเทคนิควิชาการที่เหมาะสม เป็นไปได้ เพื่อนำไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทุกภูมิภาคประสบคือ เรื่อง “น้ำ” ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง ขาดน้ำ น้ำท่วม ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ ดังที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “..น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานเกษตรกรรม ถ้าแก้ปัญหาในเรื่องแหล่งน้ำ ที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็จะพลอยดีขึ้นติดตามมา…”
ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่งทั่วทุกภาคของประเทศ ตามสภาพภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม การดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน 
เพื่อให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นแหล่งสรรพวิชา การค้นคว้า สาธิต การทดลอง และดูงานสำหรับเกษตรกร ข้าราชการ นักเรียนและประชาชนทั่วไป โดยให้มีการบริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า ดังนี้
“เป็นศูนย์หรือเป็นที่แห่งหนึ่งที่รวมการศึกษา เพื่อดูว่าทำอย่างไรจะพัฒนาได้ผล” และ “ศูนย์ศึกษานี้เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่มีชีวิตที่ใคร ๆ จะมาดูว่าทำอะไรกัน” และ “ให้ศูนย์การพัฒนาทำหน้าที่เสมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งเป็นสรุปผลของการพัฒนา ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้”
ในการบริการของศูนย์การศึกษาพัฒนา นี้ จะเป็นการทำงานร่วมกันของข้าราชการจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านเกษตรกรรม กสิกรรม พัฒนาแหล่งน้ำ การศึกษา การสังคม ที่จะมาร่วมกันศึกษาว่าปัญหาของพื้นที่คืออะไร และเลือกวิธีการแก้ไขอย่างไรในสภาพที่แตกต่างกัน โดยจะมีแบบจำลองของพื้นที่และรูปแบบการพัฒนาที่ควรจะเป็นในพื้นที่ลักษณะหนึ่ง ๆ จะสามารถใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ได้อย่าง

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง มีดังนี้
1.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา – ภารกิจหลัก คือการปรับปรุงและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การปรับปรุงดิน การปลูกต้นไม้ การพัฒนาปศุสัตว์
2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เมือง จ.นราธิวาส ภารกิจหลัก – ศึกษาวิจัย พัฒนาสภาพดินที่มีปัญหาและใช้ประโยชน์ไม่ได้ ให้นำมากลับมาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมได้อีก
3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ภารกิจหลัก – ศึกษา ค้นคว้าวิจัย และสาธิตการพัฒนา การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมชายฝั่ง พันธุ์ไม้ป่าชายเลน ระบบเกษตรผสมผสาน การสหกรณ์
4.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ภารกิจหลัก – การพัฒนาระบบชลประทาน ปลูกพืชเศรษฐกิจ พันธุ์ข้าวไร่ ระบบนิเวศน์ของป่า
5.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไค้รอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ภารกิจหลัก – เป็นศูนย์กลางการศึกษาทดลอง เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารภาคเหนือ และเป็นต้นแบบ ในการพัฒนาลุ่มน้ำอื่น ๆ ในภูมิภาค
6.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ภารกิจหลัก – พัฒนาป่าไม้เอนกประสงค์ รูปแบบการเกษตรกรรมที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และปลูกป่า จัดหาแหล่งน้ำ ศึกษาระบบป้องกันไฟป่า ระบบ ป่าเปียก ให้มีการเกื้อกูลกันระหว่างคนกับธรรมชาติ  
   
ในการนำเสนอตัวอย่างของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะได้นำเสนอ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีปรัชญาในการพัฒนา คือ “ต้นทาง – ปลายทาง” และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อจัดทำผังแม่บทและแผนแม่บทการบริหารจัดการ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และสถานท่องเที่ยวเชิงพัฒนา” ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชดำริที่ทรงให้ไว้
คำว่า “ต้นทาง – ปลายทาง” หมายถึง การที่พื้นดินต้นน้ำสามารถรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ได้ ส่วนปลายทาง สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ได้หลายอย่าง เช่น ประมง ปศุสัตว์ เกษตรอุตสาหกรรม
ซึ่งศูนย์ศึกษาห้วยฮ่องไคร้นี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะเป็นต้นแบบและตัวอย่างแห่งการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ และเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ที่โครงการอื่นจะนำไปใช้เป็นแนวทางดำเนินการต่อไปได้ ปัจจุบัน มีผู้ไปเยี่ยมชมจำนวนมาก ทั้งพระราชอาคันตุกะ แขกรัฐบาล นักศึกษา นักท่องเที่ยว นักวิชาการ ประชาชน

สภาพเดิมของห้วยฮ่องไคร้ มีพื้นที่ 8,500 ไร่ ประมาณ 13 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่แห้งแล้ง จากการทำสัมปทานตัดต้นไม่ไปเป็นเชื้อเพลิงรถไฟ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จึงได้ทรงมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษาทดลอง แสวงหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารของภาคเหนือ เพื่อเป็น “ต้นแบบ” ในการพัฒนาลุ่มน้ำอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยใช้ระบบชลประทานเข้าไปเสริม การปลูกไม้ 3 อย่าง เพื่อก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ราษฎร ทรงเน้นเรื่อง การพัฒนาป่าไม้พื้นที่ต้นน้ำลำธารให้สมบูรณ์ เป็นหลัก และ ให้ปลายทางเป็นการศึกษาด้านประมงตามอ่างเก็บน้ำ
เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ การฟื้นฟูและอนุรักษ์บริเวณต้นน้ำห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งมีสภาพแห้งแล้งโดยเร่งด่วน โดยการทดลองใช้วิธีการใหม่ ๆ เช่น การผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำในระดับบนลงไปตามแนวร่อน้ำ ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื้นค่อย ๆ ขยายตัวออกไป สำหรับน้ำส่วนที่เหลือก็จะไหลลงอ่างเก็บน้ำในระดับต่ำลงไป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านงานเกษตรกรรมต่อไป
 ส่วนในการบริการของศูนย์ฯ นี้ ให้เป็นในระบบบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว (one stop service) ที่สามารถตอบสนองความต้องการของราษฎรในด้านต่าง ๆ ได้ในครัวเรือน และ เป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการ ที่เจ้าหน้าที่หน่วยราชการต่าง ๆ ทั้งด้านการเกษตร และ ด้านสังคม การศึกษา ที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มาทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ประสานงานกัน พัฒนางานร่วมกัน โดยที่ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาดู และรับบริการในจุดเดียว อีกนัยหนึ่ง คำว่า “ปลายทาง” ก็คือ ประชาชนได้รับประโยชน์

 การดำเนินการของศูนย์ฯที่ผ่านมา เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน คือ ความชุ่มชื้นของผืนป่าที่กลับคืนมา  มีการขยายผลการศึกษาวิจัยไปสู่ราษฎรในกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้สร้างให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น จากการพัฒนาป่าไม้ อาชีพด้านเกษตรกรรมต่าง ๆ และที่โดดเด่นมากคือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แห่งนี้ เป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารในภาคเหนืออย่างแท้จริง จากพื้นที่แห้งแล้ง กลับกลายเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีชีวิต สัมผัสได้จริง และเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต สมดังที่พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานไว้

 และจากพระราชประสงค์ที่จะให้ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้นี้ ซึ่งมีทรัพยากรที่มีศักยภาพสูง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและกิจกรรมทางวิชาการ ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้ เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และ เป็นการท่องเที่ยวเชิงพัฒนา ททท. จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการศึกษาทั้งด้านกายภาพ การออกแบบสถาปัตยกรรม รวมถึงการศึกษาแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ว่าควรมี รูปแบบอย่างไร และยังจะได้ศึกษาเรื่องการจัดการการตลาด ที่สอดคลัองกับกิจกรรมและบริบทของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้นี้ด้วย
 นอกจากนี้ ในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นสภาพปัญหาความเป็นอยู่ของพสกนิกร และทรงมีพระราชดำรัสว่า "น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานเกษตรกรรม ถ้าแก้ปัญหาในเรื่องแหล่งน้ำ ที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะพลอยดีขึ้นติดตามมา" และทรงได้มีพระราชดำริทำฝายขนาดเล็ก ที่เรียกกันว่า “ฝายแม้ว หรือ ฝายชะลอน้ำ”  (Check dam) คือเอาดินและหินมาก่อกันทางน้ำ เล็กน้อยให้เกิดการกักขังน้ำ ช่วยชะลอการไหลอของน้ำฝนที่จะลงไปสู่ลำธารอย่างรวดเร็วจนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งฝายชะลอน้ำนี้จะเก็บน้ำไว้ และให้เอาไม้ไผ่ ซึ่งเป็นไม้หาง่ายในป่ามาทำปล่อง เหมือนท่อกระจายน้ำให้ซึมทีละน้อยสู่เบื้องล่าง เพื่อต้นไม้เล็ก ๆ หรือเมล็ดที่ฝังดินอยู่ก็มีโอกาสได้รับความชุ่มชื้นเจริญเติบโตได้
ซึ่งฝายนี้ หากอยู่บนพื้นที่เขา ก็จะช่วยในเรื่องการเป็นแนวกั้นไฟ เพราะมีความชื้นสูง ไฟป่าไม่เกิด และเมื่อน้ำซึมไหลลงมากลางภูเขาก็มีอ่างเก็บน้ำรวมไว้ ชาวบ้านก็เลี้ยงปลาได้ ใช้น้ำในอ่างทำป่าเศรษฐกิจ เช่น ลำไย มะคาเดียเมีย ลิ้นจี่ ไม้ดอก เมื่อน้ำไหลลงตีนเขา สู่พื้นราบ ก็จะมีน้ำให้ทำประมงหมู่บ้าน ทำเกษตรกรรม ปล่อยน้ำผ่านไปสู่นาข้าวได้อีก ซึ่งชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำฝนที่ตกมาจากยอดเขา ในทุกส่วน ทั้งด้านการปลูกป่าเศรษฐกิจ ทำนาทำไร่ ทำประมงหมู่บ้าน และใช้ในครัวเรือน และยังเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้อีกทางหนึ่งด้วย
ขณะนี้ เรากำลังรณรงค์การทำฝายชะลอน้ำ โดยเริ่มต้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน โดยเป็นการทำงานร่วมกันของคณะทำงานฯ ดังกล่าว และ กลุ่มอาสาสมัคร นักเรียน ทหาร ชาวบ้าน จังหวัด ในการทำฝายนี้ในหมู่บ้าน โดยใชัวัสดุในพื้นที่ เช่น ไม้ไผ่ ดินทรายซึ่งมีความตั้งใจที่จะขยายการดำเนินการในลักษณะนี้ ไปสู่ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน
 ปัญหาอีกประการหนึ่งของการทำเกษตรกรรม คือ การชะล้างพังทลายของหน้าดิน จนอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุ ซึ่งเป็นอาหารของพืชถูกทำลายไป ทำให้ดินที่ไม่มีคุณภาพดีพอสำหรับทำการเกษตรกรรม เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพบสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผืนดิน ถูกชะล้าง พังทลายไปนั้น เกิดจากการบุกรุก ทำลายป่า ทำให้ดินขาดสิ่งปกคลุม เมื่อมีฝนตกลงมา ในปริมาณมากๆ น้ำไม่สามารถไหลซึม ลงไปในดินได้ทัน ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าพัดพาเอาหน้าดินไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า จนแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง คลอง บึง พลอย ตื้นเขินไปด้วย
 
พระองค์ทรงให้ทำการศึกษาวิจัยจนพบว่า “หญ้าแฝก”  เป็นพืชที่มีรากหยั่งลึก เป็นแนวตรงไปกับลำต้น สามารถยึดเกาะดินให้ติดแน่น ก่อให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน อีกทั้งลำต้น และใบยังสามารถสกัดดักตะกอนหน้าดินที่ถูกชะล้างไม่ให้ ไหลผ่านลงไปยังแม่น้ำ ลำคลองที่อยู่ต่ำกว่า  นอกจากนี้หญ้าแฝก เมื่อนำไปปลูก จะไม่แตกพุ่ม แพร่กระจายออกไป รบกวนพืชชนิดอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง แต่กลับให้ประโยชน์ โดยที่ราก ลำต้น และใบของมันสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ทั้งเครื่องใช้ประจำวัน เฟอร์นิเจอร์ การก่อสร้างบ้าน เป็นอาหารสัตว์ เป็นวัสดุคลุมดินบนแปลงพืชผักหรือพืชไร่ ทำปุ๋ยหมัก แม้แต่การสกัดรากทำเป็นน้ำหอมสำหรับสบู่

ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยมุ่งหาแหล่งน้ำ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ซึ่งได้โดยเสด็จ มาตั้งแต่ปี 2497 ก็ได้ช่วยเหลือครอบครัว ด้วยทรงเห็นความเป็นอยู่ของราษฎร การประกอบอาชีพ ปัญหาที่มีอยู่ การยังชีพ ความต้องการอาชีพเสริม ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่ทรงเห็นคือ หัตถกรรมของราษฎร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสาน เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องนุ่งห่ม ในชีวิตประจำวัน ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ มีความงดงามปราณีต แต่สิ่งเหล่านี้ นับวันจะสูญหายไม่มีการสืบทอด เพราะปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัว ดังนั้น จึงทรงช่วยเหลือราษฎร โดยการจัดตั้งโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ในภูมิภาคต่าง ๆ โดยการจัดตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ (The Foundation of the Promotion of Supplementry Occupations and Related Technicques of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand – SUPPORT)  เพื่อให้เกษตรกร กสิกร และครอบครัวได้มีอาชีพเสริมจากการทำการเกษตร ได้มีโอกาสเรียนรู้ สืบทอด พัฒนางานหัตถรรมพื้นบ้านของไทยในแต่ละท้องถิ่น  ทั้งการทอผ้าไหม  ผ้าแพรวา การทำเครื่องถมเงินถมทอง เครื่องจักสาน ย่านลิเภา อันเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน  ที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่อาจจะสูญหายได้ หากประชาชนยังมีความเดือดร้อนเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งการจัดตั้งมูลนิธิฯ นี้ จะเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม หัตกรรมไทยให้สืบทอดต่อไป

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ ล้วนอยู่บนหลักสำคัญคือ เป็นการสร้างอาชีพเสริม เพื่อช่วยเหลือราษฎรในท้องถิ่นให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นที่อยู่เพื่อเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ อันจะก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดตามมา ช่วยในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
 แม้แต่ชาวไทยภูเขา ซึ่งปลูกฝิ่น ก็ได้ส่งเสริมให้เปลี่ยนมาปลูกพืชผล ไม้ดอก พืชเศรษฐกิจ และทำงานฝีมือ ทั้งผ้าปัก ผ้าทอ เครื่องเงิน ซึ่งมีลวดลายงดงาม ควบคู่กันไป โดยได้จัดการเรื่องการรองรับทางด้านการตลาดด้วย
 
 ซึ่งการดำเนินตามโครงการพระราชดำริดังกล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โครงการพระราชดำริและศูนย์ศิลปาชีพ ล้วนแต่ช่วยให้ราษฎรมีระดับความเป็นอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนธำรงรักษาศิลปะวัฒนธรรม หัตถกรรมไทยโบราณในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย ผลทางอ้อมที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เรื่องการย้ายถิ่นที่อยู่ของประชาชนลดลง  การดำเนินงานดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ทางสหประชาชาติ โดยโครงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (United nations Human Settlements Programme – UN-HABITTAT) ได้ทูลเกล้าถวายรางวัล UN-HABITTAT Scroll of Honor Award (Special Citation) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันตั้งถิ่นฐานโลก (World Habittat day) ที่พระราชวังไกลกังวล
 โดยรางวัลนี้ ทาง UN พิจารณาเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืนของชาวไทย ทั้งในเมืองชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจด้านการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำในประเทสไทย มีผลต่อการส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างแท้จริง
 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับรางวัล.ด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เมื่อ 1 พย.34 ที่ วอชิงตัน ดีซี ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล จากการปฏิบัติงานและอุปถัมภ์โครงการด้านมนุษยธรรมต่าง ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะความสำเร็จของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ต่อมาในปี 2545 ทรงได้รับการทูลเกล้าถวายรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ อันเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักวิจัยและบุคคลที่ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย พัฒนาหม่อนไหม ทั้งทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการตลาด ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของหม่อนไหมแล้วยังเป็นการอนุรักษ์มรดกไทยซึ่งเป็นสินทรัพย์ของแผ่นดิน และเป็นการเผยแพร่ผ้าไหมไทยให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความสวยงามและคุณภาพที่ดีด้วย


 สรุป
 ในการที่จะดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ทางนั้น แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางหนึ่งที่เราจะสามารถยึดเป็นแบบในการดำรงชีพได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ควบคู่ไปกับความพยายามหาวิธีการที่จะดำรงชีพตามหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีสมดุล เลือกที่จะใช้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นโอกาส รู้จักรับและนำสิ่งที่ดี มีความเหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อเตรียมรับการผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น

อุบลวรรณ ประดับสุข เรียบเรียง

[ กลับสู่ สาระน่ารู้ เรื่องที่น่าสนใจ | สารบัญ บทความ ] สำหรับพิมพ์ แนะนำเพื่อน

บทความมาใหม่
อ่านสาระดีๆ ที่เก็บรวบรวม มาใ ห้อ่านกันถึงที่นี่
 · ดวงปี พ.ศ. 2551
 · ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ทิศทางใหม่ของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย
 · เที่ยวให้เป็นในยุคธรรมชาติแปรปรวน
 · มูลนิธิชัยพัฒนา
 · โครงการพระราชดำริฝนหลวง
 · ความเป็นมาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
 · ความเป็นมาของวันเทคโนโลยีไทย
 · ฝายชะลอน้ำ (Check Dam) โดยใช้แนวพระราชดำริทฤษฎีการพัฒนาและฟื
 · ปรัชญาการอนุรักษ์ : เศรษฐกิจพอเพียง
 · สารคดีดนตรีเล่าเรื่อง น้ำคือชีวิต

     Hosted By : EZYNOW WEB HOSTING   Since 21 March 2003