หน้าแรก แผนที่ สมาชิก ข่าวประชาสัมพันธ์ แนะนำเว็ปไซท์ กระดานข่าว บทความ คำถามที่ถามบ่อย. สมุดภาพ ติดต่อเรา


บ้านสมุนไพรชัยมงคล คลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % ล้างสารพิษในร่างกาย อย่างมีประสิทติภาพ บ้านสมุนไพรชัยมงคล โทร 098 878 6897


พื้นที่ โฆษณา ผู้สนับสนุน เรา
รายการหลัก

Popular Section Articles
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·

ค้นหา

Gallery
View the oldgallery gallery




Published by: navy , On: Jul-11-2007

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ทิศทางใหม่ของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 


อาจารย์ไตรภพ  โคตรวงษา
สาขาวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร

 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  เป็นปรัชญาที่วางอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมไทย  เป็นเครื่องชี้นำการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย มีความลึกซึ้งและเข้าใจง่ายกับผู้ฟังทุกระดับ ทุกสาขาอาชีพ การอธิบายความหมายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ท่านบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

 “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 “คนอื่นจะว่าอย่างไร ก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกินและขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งจิตอธิษฐานที่จะให้เมืองไทยอยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ประเทศต่างๆ ในโลกนี้กำลังตก กำลังแย่ กำลังยุ่ง เพราะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอำนาจทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางลัทธิ ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพล มีหวังที่จะทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล”
พระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
 เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา ปี ๒๕๑๗

ปรัชญาการพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของภูมิคุ้มกันอันเกิดจากภัยคุกคามทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ หรือ ภาคธุรกิจหรือหน่วยงานราชการนิยมเรียกกันว่า การจัดการความเสี่ยง (Risk Management)  ดังพระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๒ มีข้อความว่า
 “...วิถีทางดำเนินของบ้าน และของประชาชนทั่วไป มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด เนื่องมาจากความวิปริตผันแปรของวิถีแห่งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ ของโลก ยากยิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงให้พ้นได้  จึงต้องระมัดระวัง ประคับประคองตัวเรามากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นอยู่โดยประหยัดเพื่อที่จะอยู่ให้รอดและก้าวหน้าต่อไปได้โดยสวัสดี”

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐  ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรง วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของทวีปเอเชีย และขยายตัวไปทั่วโลก จนเรียกวิกฤติครั้งนั้น ว่า “พิษต้มยำกุ้ง”  ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง มีความดังนี้ 

 “เศรษฐกิจแบบค้าขาย ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Trade Economy ไม่ใช่แบบพอเพียงซึ่งฝรั่งเรียกว่า Self-Sufficient Economy ถ้าเราทำแบบที่ไทยทำได้ ถือว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียงกับตัวเอง เราก็อยู่ได้ไม่ต้องเดือดร้อน”

 “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้”

 “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกินและมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตนเอง” 

 “อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก”

 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายที่กว้างใหญ่ไพศาล หลุดพ้นจากการถือประโยชน์ส่วนตน และไม่เบียดผู้อื่น  ดังพระราชดำรัส ที่พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ มีความว่า 

 “...คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้ามีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซี่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็เป็นสุข...” 

 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสังคมไทยและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับนานาประเทศทั่วโลก โดยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาตามลำดับขั้นตอน จากการสร้างความ”พอมีพอกิน” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทางการเกษตร อันเป็นพื้นฐานการพัฒนาในลำดับขั้นสูงต่อไป ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังมีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างไกล อาทิ การมองเห็นประโยชน์ของผู้อื่นและส่วนร่วมเป็นสำคัญ การพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งความแตกต่างทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การรู้จักตัวเองและพัฒนาบนพื้นฐานของการพึ่งตนเองที่เหมาะสมกับบริบทของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย  เป็นต้น

หลักการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 การพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความอย่างยั่งยืนเหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมไทยในปัจจุบัน ภายใต้กระแสธารของเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ จำเป็นจะต้องพัฒนาการท่องเที่ยว ให้มีคุณค่าและความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวกระแสหลักที่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวจะต้องมี “จิตสำนึกใหม่” จิตสำนึกที่เรียกว่า    ”การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบพอเพียง” และเชื่อมโยงบริบทของการพัฒนาให้ครอบคลุมหลากหลายมิติบนพื้นฐานของสังคมไทย และสังคมโลก ที่นับวันยิ่งมีความสลับซับซ้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล(๒๕๔๙) ได้เสนอรูปแบบของการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงยึดหลัก ดังนี้ 


 ๑. การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิมของสังคมไทย ดังกระแสพระราชดำรัส ความว่า “...การจะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญขึ้นนั้น จะต้องสร้างขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้วที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญดีขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้ จึงควรเข้าใจให้แจ้งชัดว่า นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้ว ยังจะต้องพยายามรักษาพื้นฐานให้มั่นคง ไม่บกพร่องพร้อมๆ กันด้วย...”

 ๒. การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนหลักของภูมิสังคม
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดถือสภาพความเป็นจริงของภูมิประเทศและสังคมวิทยาเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่พัฒนาเป็นหลัก ทรงเน้นว่าการพัฒนาอะไรหรือจะทำการอะไรนั้นขอให้ยึดหลักสำคัญ คือ ให้สอดคล้องกับภูมิสังคม  สิ่งแรก ภูมิ เป็นลักษณะของภูมิประเทศ ซึ่งสภาพแวดล้อม ลักษณะธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวเรา และคำว่า สังคม โดยจะต้องคำนึงถึงสังคมของคนในพื้นที่นั้น เพราะคนในสังคมหนึ่ง จะตัดสินใจไปตามวัฒนธรรมค่านิยมทางสังคม สิ่งแวดล้อม ประเพณี การอบรมที่บ่มฝังมา เพราะฉะนั้นในการพัฒนาให้คำนึงถึง ๒ สิ่งนี้ตลอดเวลา อย่าไปเปลี่ยนแปลงแปรสภาพหรือทำให้ความเป็นมนุษย์หรือภูมิประเทศตรงนั้นเสียไป
 ๓. ทรงยึดหลักผลประโยชน์ของประชาชนและการได้รับการยอมรับ
 ทรงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น ในการจัดทำโครงการ จึงมีขั้นตอนสำคัญที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์  ได้แก่
  ๓.๑ เน้นกระบวนการประชาพิจารณ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ
  ๓.๒ การแก้ไขปัญหา เน้นการรอมชอมในการเจรจาต่อรอง
  ๓.๓ ยึดหลักประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์จากโครงการสาธารณะและคนส่วนใหญ่ต้องดูแลช่วยเหลือคนส่วนน้อย
 ๔. ทรงยึดหลักความคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีกระแสพระราชดำรัสว่า 

 “...ขาดทุนคือกำไร Our loss is our gain…การเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นกำไรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้...” 
 

เศรษฐกิจพอเพียงอยู่เหนือกว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตะวันตก
 สมพร เทพสิทธา (๒๕๔๘) กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียงมีขอบเขตกว้างกว่าเศรษฐกิจแบบนายทุนหรือเศรษฐกิจธุรกิจ เพราะครอบคลุมถึง ๔ ด้าน คือ มิติด้านเศรษฐกิจ  มิติด้านจิตใจ  มิติด้านสังคม และมิติด้านวัฒนธรรม
 ๑. มิติด้านเศรษฐกิจ   เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกิน ให้มีความขยันหมั่นเพียรประกอบสัมมนาชีพ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ ให้พ้นจากความยากจน
 ๒. มิติด้านจิตใจ   เศรษฐกิจพอเพียงเน้นที่จิตใจที่รู้จักพอ คือ พอดี พอประมาณ และพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ไม่โลภ
 ๓. มิติด้านสังคม  เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งให้เกิดสังคมที่มีความสุขสงบ ประชาชนมีเมตตาเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ มุ่งให้เกิดความสามัคคีร่วมมือกัน เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากการเบียดเบียนกัน การเอารัดเอาเปรียบกัน การมุ่งร้ายทำลายกัน
 ๔. มิติด้านวัฒนธรรม  เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งให้เกิดวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตที่ประหยัด อดออม มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งทำให้เกิดการเป็นหนี้เป็นสิน เกิดการทุจริตคอรัปชั่น เป็นปัญหาสังคมที่ร้ายแรงที่สุดปัญหาหนึ่ง ที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

ดันฐานล่างของสังคมให้แข็งแกร่ง ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี(๒๕๔๙)ได้ให้แนวคิดการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้  “...ตัวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถ้าได้เข้าใจและได้จัดทำขึ้นมันจะสร้างฐานล่างของสังคมที่แข็งแกร่ง ถ้าฐานล่างของสังคมแข็งแกร่งแล้ว ก็จะรองรับข้างบนทุกๆ ด้าน จะเป็นเศรษฐกิจ จะเป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐานแข็งแรง ก็จะมั่นคงและยั่งยืน เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ที่สำคัญของประเทศและของโลกนั้นต้องสร้างฐานล่างของสังคมให้แข็งแกร่ง แล้วเชื่อมโยงกิจกรรม สังคม การพัฒนาข้างบนทุกชนิด การศึกษา เศรษฐกิจ ระบบกฎหมาย ระบบการสื่อสารทุกชนิด เชื่อมกับฐานล่างของสังคม ถ้าเชื่อมกันได้ก็จะเกื้อกูลกัน ข้างล่างเกื้อกูลข้างบน – ข้างบนเกื้อกูลข้างล่าง จะเป็นโครงสร้างทางสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นก็แน่นอนว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงของโลกด้วย ถ้าโลกได้เข้าใจเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

ธุรกิจกับความพอเพียง
 อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม(๒๕๔๙) กล่าวถึง การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับธุรกิจ ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการพัฒนาของโลกอนาคต เป็นหลักการที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับและในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจด้วย เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการที่ประกอบด้วย ๑. ความพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล ภ.ความมีภูมิคุ้มกัน ๔. การใช้ความรู้  และ๕.การมีคุณธรรม เป็นหลักการที่เน้นความพอดี ความสมดุลย์ ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคง ความยั่งยืน และเป็นหลักการที่รวมถึงความรอบคอบ ความระมัดระวัง ความไม่สุ่มเสี่ยง ความไม่สุดโต่ง และความไม่โลภ เป็นอย่างมาก หลักการข้างต้นจึงเหมาะสมที่จะประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท ทุกขนาด ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ ธุรกิจที่ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะอยู่รอดอย่างมั่นคง แม้ในสถานการณ์ยากลำบาก ทั้งเป็นธุรกิจที่ย่อมให้ความสำคัญต่อคุณธรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

 ประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้กับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

 อภิชัย พันธเสน และคณะ (๒๕๔๖) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การประยุกต์พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง กับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม  หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับโครงการส่วนพระองค์ส่วนจิตรดา และ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และศึกษาจากประมวลพระราชดำริและตัวอย่างโครงการทรงงาน สามารถประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ในเบื้องต้นได้ในกรณีดังต่อไปนี้
 ๑. ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นั่นคือ ใช้เทคโนโลยีที่มีราคาไม่แพง แต่ถูกหลักวิชาการ
 ๒. มีขนาดการผลิตที่เหมาะสม สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ
 ๓. ไม่โลภเกินไป และไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก
 ๔. เน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงานหรือลูกค้า ตลอดจนไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จำหน่ายวัตถุดิบ
 ๕. เน้นการกระจายความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และ/หรือ มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ด้วย
 ๖. เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ (down side risk management) โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการจัดการ
 ๗. เน้นการตอบสนองตลาดภายในท้องถิ่น ภูมิภาค ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศเป็นหลักตามลำดับ
หลักการดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางสังคม (Social benefit) อีกทั้งยังเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ที่จะช่วยลดต้นทุนของการเรียนรู้ (Learning cost) ของผู้ประกอบการกิจการแขนงต่างๆ ที่จะเข้ามาศึกษา

เศรษฐกิจพอเพียง คือ การหันกลับมายึดเส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล (๒๕๔๘) กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือ การหันกลับมายึดเส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ในการดำรงชีวิต โดยใช้หลักการพึ่งตนเอง ๕ ประการ คือ 

 ๑. พึ่งตนเองทางจิตใจ คนที่สมบูรณ์พร้อมต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีจิตสำนึกว่าตนนั้นสามารถพึ่งตนเองได้ ดังนั้นจึงควรที่จะสร้างพลังผลักดันให้มีภาวะจิตใจที่ฮึกเหิมต่อสู้ชีวิตด้วยความสุจริตแม้อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จบ้างก็ตาม มิพึงควรท้อแท้ ให้พยายามต่อไป พึงยึดพระราชดำรัส ”การพัฒนาตน”  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า  “บุคคลต้องมีรากฐานทางจิตใจที่ดี คือ ความหนักแน่นมั่นคงในสุจริตธรรม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้จนสำเร็จ ทั้งต้องมีกุศโลบาย หรือวิธีการอันแยบยลในการปฏิบัติงาน ประกอบการพร้อมกันด้วยจึงจะสัมฤทธิ์ผลดีแน่นอน และบังเกิดประโยชน์อันยั่งยืนแก่ตนเองและแผ่นดิน” 

 ๒. พึ่งตนเองทางสังคม ควรเสริมสร้างให้แต่ละชุมชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดและเผยแพร่ให้ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า
 “เพื่อให้งานรุดหน้าไปพร้อมเพรียงกันไม่ลดหลั่น จึงขอให้ทุกคน พยายามที่จะทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ และให้มีการประสานสัมพันธ์กันให้ดี เพื่อให้งานทั้งหมดเกื้อหนุนสนับสนุนกัน” 

 ๓. พึ่งตนเองได้ทางทรัพยากรธรรมชาติ คือ การส่งเสริมให้มีการนำเอาศักยภาพของผู้คนในท้องถิ่น สามารถเสาะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติหรือวัตถุในท้องถิ่นที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศไทยอย่างดียิ่ง สิ่งดีก็คือ การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ซึ่งมีมากมายในประเทศ
 ๔. พึ่งตนเองได้ทางเทคโนโลยี  ควรส่งเสริมให้มีการศึกษา ทดลอง ทดสอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและสังคมไทย และสิ่งสำคัญสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัส ที่ว่า
 “จุดประสงค์ของศูนย์ศึกษาฯ คือ เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่ สภาพฝนฟ้าอากาศและประชาชนในท้องที่ต่างๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน” 

 ๕. พึ่งตนเองในทางเศรษฐกิจ หมายถึง สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับเบื้องต้น กล่าวคือ แม้ไม่มีเงินก็ยังมีข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ในท้องถิ่นของตนเองเพื่อการยังชีพและสามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคต่อไปได้ด้วย


เอกสารอ้างอิง
ธุรกิจกับสังคม ฉบับเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๙.
วารสารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน มกราคม – มีนาคม ๒๕๔๘.
สมพร เทพสิทธา. การเดินตามรอยพระยุคลบาท เศรษฐกิจพอเพียง ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและการทุจริต. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์, ๒๕๔๘.
อภิชัย พันธเสน และคณะ. การประยุกต์พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง กับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๔๖.

ที่มา : http://www.agrinature.or.th/modules/sections/index.php?op=viewarticle&artid=49

[ กลับสู่ | สารบัญ บทความ ] สำหรับพิมพ์ แนะนำเพื่อน

Recent Section Articles
อ่านสาระดีๆ ที่เก็บรวบรวม มาใ ห้อ่านกันถึงที่นี่
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·

     Hosted By : EZYNOW WEB HOSTING   Since 21 March 2003